ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องพระมารดาของพระพุทธเจ้า ในส่วนที่ไม่มีสอนในหนังสือเรียนของเด็ก  (อ่าน 6910 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

tong_tong_tong

  • บุคคลทั่วไป
หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบ จากที่ผมเคยเรียนมา ก็ไม่มีประวัติของพระมารดา จนกระทั่งมาศึกษาพระไตรปิฏกถึงทราบ
ผมขอแบ่งปันสิ่งที่ผมรู้มาให้ทราบกันครับ


" พระนางสิริมายา " ท่านเป็นเทพบุตรบนสวรรค์

แต่ท่านทำบุญแล้วอธิษฐานของให้เป็น " พระมารดาของพระพุทธเจ้าในภัทรกัป " นี้น่ะครับ

สรุปก็คือ ท่านจะเป็นพุทธมารของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ด้วยกันครับ ..

องค์ต่อไปก็คือ " พระศรีอาริยเมตไตรย " ท่านก็จะลงมาเกิดเป็นผู้หญิง เป็นพุทธมารดาครับผม

( ไม่แปลกหรอกนะครับเป็นเทพบุตร แต่อยากเป็นพุทธมารดาน่ะ ความปรารถนาท่านก็สุดยอด )

พุทธมารดาของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในภัททกัลป์ มี ดังนี้

คือ

1. พุทธมารดา ของ พระพุทธเจ้า กกุสันธะ คือ พระนางสุนันทาเทวี

2. พุทธมารดา ของ พระพุทธเจ้า โกนาคมานะ คือ พระนางยโสธาราเทวี

3. พุทธมารดา ของ พระพุทธเจ้า กัสสปะ คือ พระนางยศวดีเทวี

4. พุทธมารดา ของ พระพุทธเจ้า โคตมะ คือ พระนางสิริมหามายาเทวี

5. พุทธมารดา ของ พระพุทธเจ้า เมตไตยยะ คือ พระนางพรหมวดี

พระนางสิริมหามายาได้สร้างบารมีและอธิษฐานมาเพื่อมาเป็นพระพุทธมารดา ดังนั้นเมื่อความปรารถนาได้เสร็จสมบูรณ์แล้วก็กลับไปรอเพื่อมาเกิดเป็นพุทธมารดาของพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป ซึ่งเป็นองค์สุดท้ายในภัทรกัปนี้ คือพระศรีอารยเมตไตรสัมมาสัมพุทธเจ้า การที่พระนางสิริมหามายาต้องสิ้นพระชนม์เร็ว ก็เพราะว่าพระครรภ์ที่เป็นที่รองรับกายเนื้อของมหาบุรุษผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่สมควรที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่บารมียังไม่เต็มเปี่ยมมาใช้ร่วมด้วย ดังเช่นในวันที่พระองค์ประสูติได้ทรงกล่าว อสภิวาจาว่า "เราเป็นผู้ที่เลิศที่สุด เราเป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุด ผู้อื่นที่ประเสริฐยิ่งกว่าเรานั้นไม่มี ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา" ก็หมายความว่าเมื่อพระองค์ประสูติแล้ว ได้ทรงตรวจดูทั่วทั้งจักรวาลนี้ไม่พบเลยว่าจะมีผู้ใดที่มีบารมีมากเกินกว่าพระองค์ เพราะบารมีของพระองค์เต็มเปี่ยมแล้วนั่นเอง เพราะได้สร้างบารมีมาอย่างยาวนานถึง ๒๐ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป จึงจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



และท่านอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต ไม่ใช่ดาวดึง แต่เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ ท่านไปที่ดาวดึง เพื่อให้เทวดาทุกชั้นสามารถเข้าเฝ้าได้ เพราะชั้นดาวดึง เป็นสวรรค์ขั้นที่ 2 ที่ชาวจาตุฯก็สามารถขึ้นมา เพื่อฟังพระธรรมได้ ส่วนเทวดาชั้นอื่นๆที่สูงขึ้นไป ก็ลงมาได้ ดังนั้นเทพบุตรพุทธมารดา จึงลงมาจากชั้นดุสิต เพื่อฟังพระธรรมที่ชั้นดาวดึง และสำเร็จเป็นพระอริยบุคคล ขั้นโสดาบัน

Citconcud

  • บุคคลทั่วไป
ขอความกรุณาช่วยแนะนำด้วยครับว่าจะอ่านเรื่องนี้ที่ส่วยไหนในพระไตรปิฎกครับ ขอบคุณครับ ^^ :97:

ออฟไลน์ นกท หนุ่มกรุงเทพฯ แต่อยู่กระโทก

  • คัดสรรค์มาแล้วทั้งนั้น
  • คนขับ
  • ***
  • กระทู้: 371
  • สล่าเชิงดอย
เรื่องอื่นจริง

แต่เรื่องเป็นพุทธมารดาของพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ในภัทรกัปป์นั้นไม่จริงครับ
ไม่ต้องหาในพระไตรปิฏกหรอกครับ ไม่มีกล่าวไว้เลยว่าเป็นพุทธมารดาทั้งห้าพระะองค์

ข้อมูลนี้เกิดจากการคัดลอกมาจากเว็บที่เขียบนมาผิด ๆ
อันนินทากาเลเหมือนเทแกลบ มันไม่แสบเหมือนเอาตูดไปขูดหิน

ออฟไลน์ lex

  • คัดสรรค์มาแล้วทั้งนั้น
  • เทรนเนอร์
  • ***
  • กระทู้: 1224
รอคนฟันธง  :01:
การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ  สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน  แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง
พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2540

ออฟไลน์ นกท หนุ่มกรุงเทพฯ แต่อยู่กระโทก

  • คัดสรรค์มาแล้วทั้งนั้น
  • คนขับ
  • ***
  • กระทู้: 371
  • สล่าเชิงดอย
หนึ่งใน พุทธจริยาคือ  ญาตัตถจริยา คือ พระจริยาที่เป็นประโยชน์แก่พระประยูรญาติ คือการเอื้ออาทรต่อพระประยูรญาติ ด้วยการเสด็จไปโปรดแล้วทรงแนะนำให้ได้พบทางสว่าง ได้ออกบวช ได้บรรลุธรรม

การไปโปรดพุทธมารดาเป็นการแสดงการกตัญญู และ ถือเป็น ญาตัตถจริยา

พระพุทธเจ้าถ้าเสด็จโปรดผู้ใดแล้ว ผู้นั้นบรรลุธรรมทั้งสิ้น

คิดง่าย ๆ ว่าพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ท่านก็เสด็จไปไปโปรดพุทธมารดาด้วยเช่นกัน
แล้วเหตุไฉน พระพุทธมารดาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันจึงบรรลุธรรมแค่ชั้น "โสดาบัน"
อันนินทากาเลเหมือนเทแกลบ มันไม่แสบเหมือนเอาตูดไปขูดหิน

ออฟไลน์ k.บางมด

  • คัดสรรค์มาแล้วทั้งนั้น
  • เทรนเนอร์
  • ***
  • กระทู้: 4115
  • ทำดี ไม่ต้องมีเหตุผล
วันนี้ผมยิ้มแล้วครับบบบ  แล้วคุณละยิ้มยัง

ออนไลน์ 700-1

  • คัดสรรค์มาแล้วทั้งนั้น
  • เทรนเนอร์
  • ***
  • กระทู้: 1835
  • ผมเพื่อนพง พงเพื่อนใคร
(พี่หยำฝากมาลง)
พระพุทธเจ้ากับพระพุทธมารดา

ว . วชิรเมธี .

 



ภิกษุทั้งหลาย

ในอารยวินัยนี้ เรากล่าวว่า น้ำนมของมารดา กลั่นออกมาจากสายโลหิต ”



[ พระพุทธพจน์ ]

 

 

“ แม่ ” หรือ “ มารดา ” คำคำนี้เป็นคำสูง เป็นมงคลแห่งคำอันควรเทิดไว้เหนือบรรดาคำทั้งปวงในภาษาศาสตร์

คำว่า “ แม่ ” จะฟังดูยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนไหน อาจตอบได้ว่า ในตอนที่ลูกนอนป่วยแบ็บ อยู่คนเดียวที่ไหนสักแห่งหนึ่งในโลกซึ่งไร้ผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด กับในตอนที่ต้องพลัดพรากจากบ้านเมืองไปตกระกำลำบากอยู่ในบ้านอื่นเมืองไกล ซึ่งมองไปทางไหนก็ไม่มีใครที่เคยรู้จักมักคุ้นสักคน และอีกตอนหนึ่งซึ่งจะชัดเจนเห็นพระคุณแม่มากที่สุด ก็คือตอนที่กุลสตรีทั้งหลายกลายสถานภาพมาเป็น “ แม่คน ” ด้วยตนเองดูบ้าง หลังจากที่เป็นคน “ มีแม่ ” มาก่อนหน้านั้นนานแล้ว กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า เมื่อเป็น “ แม่คน ” จึงเข้าใจ “ แม่ตน ” นั่นเอง

พระพุทธองค์ทรงยกย่องพระพุทธมารดามาก ทั้งในทางคำสอนและในทางพระจริยวัตรที่ประทับไว้เป็นรอยแห่งความดีให้อนุชนเจริญรอยตาม ในแง่จริยวัตรนั้นปรากฏว่า ในพรรษาหนึ่งซึ่งเป็นช่วงต้นพุทธกาล พระองค์ถึงกับเสด็จขึ้นไปแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาแล้ว เคยมีนักศึกษาคนหนึ่งถามผู้เขียนว่า เรื่องนี้เป็นไปได้อย่างไร สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไม่น่าจะมีจริง ผู้เขียนถามกลับไปว่า เธอเอาอะไรมาวัดว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไม่มีอยู่จริง นิสิตคนนั้นอึ้งไป ความจริงเรื่องที่เราควรสนใจกันมากกว่าเรื่องความมีอยู่ของสวรรค์ก็คือ การมองให้ทะลุถึงแก่นของคติที่ว่า ทำไมพระพุทธองค์จึงเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ต่างหาก

ต่อปัญหานี้ผู้เขียนอยากจะถอดรหัสเสียใหม่ว่า พระพุทธจริยาในตอนนี้ท่านคงไม่ต้องการมุ่งแสดงให้เห็นว่า การที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์นั้น มีความสมจริงหรือไม่สมจริงหรอก แต่สิ่งที่ท่านต้องการแสดงให้ชาวโลกเห็นก็คือ พระพุทธองค์ทรงต้องการจะบอกพวกเราว่า ขนาดพระมารดาของพระองค์นั้นแม้จะเสด็จสวรรคตไปอุบัติเป็นเทพอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตแล้วก็ตาม ( เวลาฟังธรรมเสด็จลงมาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ) สถานที่หรือภพที่พุทธมารดาประทับอยู่กับสถานที่หรือภพซึ่งพระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์โลดแล่นอยู่ซึ่งคือโลกของเรานั้น แม้จะอยู่กัน ” คนละภพ - คนละมิติ ” ก็จริงอยู่ แต่ถึงกระนั้น “ ความต่างแห่งภพ ” ก็หาได้เป็นอุปสรรคแห่งความกตัญญูที่บุตรจะพึงตอบสนองต่อผู้เป็นมารดาของตนแต่อย่างใดไม่

พูดให้ฟังง่ายกว่านั้นก็คือ แม้แม่ของพระองค์จะตายไปอยู่ไกลกันคนละภพคนละโลกแล้ว แต่พระองค์ก็ยังคงแสวงหาวิธีที่จะทดแทนพระคุณแม่ให้เสร็จสิ้นจนได้ แล้วคนธรรมดาสามัญอย่างเราเล่า อยู่ห่างกับคุณแม่แค่เพียงฝาห้องกั้น อยู่บ้านคนละหลังหรืออยู่ห่างกันแค่ชั่วยกหูโทรศัพท์ถึง ใกล้กันขนาดนี้ ภพเดียวกันขนาดนี้ แต่เราทั้งหลายเคยทำอะไรที่แสดงให้เห็นว่า เราเป็นลูกกตัญญูต่อมารดาบิดา เหมือนอย่างที่พระพุทธองค์ทรงวางพุทธจริยาเอาไว้ให้เห็นบ้างหรือไม่

นั่นเป็นพุทธจริยาของพระองค์ต่อพระพุทธมารดาคนแรก ซึ่งถือกันว่าเป็น “ แม่บังเกิดเกล้า ” แท้ ๆ ของพระองค์ ต่อแม่คนที่สองหรือพระมารดาเลี้ยง ( พระมาตุจฉา ) ที่ชื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมีเล่า ในฐานะที่ทรงเป็น “ ลูกเลี้ยง ” ทรงตอบแทนพระคุณพระมารดาเลี้ยงของพระองค์อย่างไร

พุทธประวัติบันทึกเอาไว้ว่า ราวพรรษาที่ ๕ ขณะเสด็จนิวัติพระนครกบิลพัสดุ์ พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงมีพระประสงค์จะผนวชเป็นภิกษุณีในพระธรรมวินัย ( พุทธศาสนา ) แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาตในทันที ทั้งนี้เพราะทรงตระหนักเป็นอย่างดีว่า การทรงเพศเป็นภิกษุณีเป็นเรื่องฝืนกระแสสังคมในสมัยนั้น และเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อภยันตรายเป็นอันมาก ดังปรากฏในเวลาต่อมาว่า ภิกษุณีรูปหนึ่งซึ่งถึงแม้จะเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตามที กระนั้นก็ยังไม่วายถูกคนใจร้ายปลุกปล้ำข่มขืนจนกลายเป็นเรื่องราวอื้อฉาวในวงการศาสนาขณะนั้น

แต่ในที่สุด ท่ามกลางความยากลำบากในการฝ่าฝืนกระแสสังคมสมัยนั้น พระพุทธองค์ก็ยังทรงเปิดโอกาสให้พระแม่น้ามหาปชาบดีโคตมี ได้ผนวชเป็นภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นการเปิดศักราชใหม่ให้แก่ “ สิทธิสตรี ” อย่างแท้จริงในเวทีโลกมาตราบจนบัดนี้ และในเวลาต่อมาก็ทรงอนุเคราะห์ทดใช้ค่าน้ำนมให้แก่พระแม่น้าของพระองค์จนหมดหนี้ศักดิ์ต่อกันด้วยการที่ทรงเป็น “ พระบิดา ” ในทางธรรมให้แก่พระนางสมดังคำที่ภิกษุณีมหาปชาบดีโคตมีกราบทูลเล่าเอาไว้ก่อนเสด็จปรินิพพานว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของมหาชนชาวโลก

หม่อนฉันได้ชื่อว่าเป็นพระมารดา ( ในทางรูปกาย ) ของพระองค์

แต่ในขณะเดียวกัน

พระองค์ก็ได้ชื่อว่าเป็นพระบิดา ( ในทางธรรม ) ของหม่อมฉันด้วย

พระองค์ทรงโปรดประทานสุขจากพระสัทธรรม

อันทำให้หม่อนฉันได้ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกแห่งพระธรรมอีกครั้งหนึ่ง

หม่อมฉันเองได้อภิบาล พระรูปกาย ของพระองค์ขึ้นมาจนเติบใหญ่

ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ได้ทรงอภิบาล พระธรรมกาย ( คุณธรรม ) ที่น่ารื่นรมย์ใจของหม่อมฉันให้เจริญวัยไม่น้อยไปกว่ากัน

หม่อมฉันได้น้อมถวายกษีรธาราให้พระองค์ทรงดื่มพอดับกระหายได้เป็นครั้งคราว

แต่พระองค์เล่าก็ได้ทรงโปรดประทานกษีรธารา คือพระธรรมให้หม่อมฉันได้ดื่มดับกระหายได้อย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกัน ฉันนั้น ...”

การรู้คุณและแทนคุณมารดาบิดาผู้ให้กำเนิดนั้นเป็นพุทธจริยา หรืออารยวัตร ( ข้อปฏิบัติอันประเสริฐ ) ที่แม้แต่พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นอัครบุคคลของโลกก็ไม่ทรงละเลย วิญญูชนทุกหนทุกแห่ง ทุกศาสนา ทุกวัฒนธรรมในโลกก็ยกย่องสรรเสริญว่า มารดาบิดาเป็นอัครบุคคลที่หาได้ยาก เป็นหนึ่งไม่มีสอง เสียแล้วเสียเลย สิ้นแล้วสิ้นเลย นอกจากนี้แล้วปราชญ์ทั้งหลายยังเห็นตรงกันอีกว่ามารดาบิดาเป็นบุพการีชนที่คนเป็นบุตรธิดา จักต้องตอบแทนพระคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ ปรมาจารย์ทางจิตวิญญาณสายตะวันออกอย่างขงจื๊อก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ยกย่องเรื่องความกตัญญูต่อมารดาบิดามาก ท่านสอนศิษยานุศิษย์ว่า

“ นอกจากความเจ็บป่วยอันเป็นสามัญของตนเองแล้ว อย่าได้ทำเหตุอื่นใดอันจะส่งผลให้มารดาต้องน้ำตาตกเป็นอันขาด ”

ท่านพุทธทาสภิกขุก็เคารพนับถือในโยมมารดาของท่านมาก แม้บวชเข้ามาแล้วก็ได้เพียรทดแทนพระโยมแม่ด้วยประการต่าง ๆ เท่าที่สติปัญญาในขณะนั้นจะพึงทำได้ แต่ยังไม่ทันตอบแทนพระคุณของโยมแม่ได้อย่างที่ตั้งใจ โยมแม่ของท่านก็มาจากไปเสียก่อน

“ อาตมามีความเสียใจอยู่อย่างหนึ่ง เสียใจอย่างยิ่งว่า สมัยเมื่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ อาตมาไม่มีความรู้อะไร แม้บวชแล้วก็มีความรู้ธรรมะโง่ๆ เง่าๆ งูๆ ปลา ๆอย่างนั้นแหละ ถ้ามีความรู้อย่างเดี๋ยวนี้จะช่วยแม่ได้มาก ให้พอใจรู้ธรรมะอย่างยิ่ง แต่แม่ชิงตายไปเสียก่อน ก่อนที่อาตมาจะมีความรู้พอจะสอนธรรมะลึกๆให้แม่ได้ นี่เป็นเรื่องที่นึกแล้วก็ว้าเหว่อยู่ไม่หาย ...

อาตมายังคงคาราคาซัง ไม่ได้ให้ความรู้สูงสุดที่พอใจแก่แม่ เพราะว่าแม่ชิงตายเสียก่อน ... แต่แม่ก็สนใจธรรมะเหลือประมาณ แม้แรกบวชแรกเรียนนักธรรมอย่างโง่ๆ ก็อุตส่าห์เขียนส่งไปให้แม่ หรือพูดให้แม่ฟังอยู่เสมอ แต่เป็นความรู้ธรรมะเด็กๆ ทั้งนั้น เดี๋ยวนี้รู้ธรรมะชั้นผู้ใหญ่ แต่แม่ตายเสียแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร ..”

. พระพุทธเจ้า พระพุทธสาวก ปูชนียบุคคลอย่างท่านพุทธทาสภิกขุเป็นอาทิยังสู้อุตส่าห์หาวิธีทดแทนพระคุณมารดาจนสุดความสามารถถึงเพียงนี้ แต่กระนั้นท่านก็ยังออกตัวว่าที่ทำมานั้นยังเล็กน้อยเกินไป

ดูเอาเถิด จริยาวัตรอันสูงล้ำด้วยคุณธรรมที่ยอดคน ยอดครู ของโลกปฏิบัติต่อมารดาบังเกิดเกล้าของตน เราปุถุชนคนสามัญ หากตอบแทนพระคุณของแม่ได้น้อยกว่านี้ ( ทั้งๆ ที่มีโอกาสมากกว่า ) ก็นับว่าน่าอาย ที่ได้แต่เอ่ยอ้างว่าตนเป็นศิษย์มีครู แต่หาเจริญรอยตามปฏิปทาแห่งครูของตนให้สมกับที่ชอบเอ่ยอ้างแต่อย่างใดไม่ .

     

 

มารดาของแผ่นดิน

 

เอียงอกเทออกอ้าง อวดองค์ อรชร

เปรื่องปราชญ์ปัญญายง หยั่งรู้

ขี่คอคชสารทรง ขอสับ ศึกพ่อ

แม่อีกภริยากู้ เกียรติแก้วแก่สมัย .

ผู้หญิงเป็นมารดามหาบุรุษ

เป็นพระพุทธก็เป็นได้ไม่น้อยหน้า

เป็นผู้นำยุคสมัยในโลกา

เป็นภรรยาสุดแสนดีสามีรัก

เป็นผู้อวดองค์อรชรชวนชม้าย

เป็นสหายแห่งชีวิตสิทธิศักดิ์

เป็นแม่ทัพนำไทยให้คึกคัก

เป็นเสาหลักการเมืองเรืองฤทธี

เป็นขวัญเรือนรินธรรมชี้นำลูก

เป็นผู้ปลูกค่านิยมสมศักดิ์ศรี

เป็นผู้กล้าที่จะก้าวเข้าต่อตี

เป็นผู้มีศักยภาพควรปราบดา

นี่แหละคือผู้หญิงที่จริงแท้

โลกควรแก้เกณฑ์กดลดโมหา

เคารพหญิงอย่างที่เป็นเช่นสัจจา

เพราะหญิงคือมารดาของแผ่นดิน .

 

 

 

หมายเหตุ .

หากเห็นว่า “ บทความ ” นี้ พอจะมีคุณค่าอยู่บ้าง จะช่วยกันเผยแผ่ให้กว้างขวางออกไปให้มากที่สุด เพื่อบูชาพระคุณแม่ร่วมกับผู้เขียนและมวลกัลยาณมิตร ก็ขออนุโมทนาล่วงหน้าเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย .
คนที่ไม่ลืม
1.คนที่ช่วยเหลือเรายามลำบาก
2.คนที่จากไปตอนเราลำบาก
3.คนที่ทำให้เราอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก

makam

  • บุคคลทั่วไป
ยาวมาก

ออฟไลน์ นกท หนุ่มกรุงเทพฯ แต่อยู่กระโทก

  • คัดสรรค์มาแล้วทั้งนั้น
  • คนขับ
  • ***
  • กระทู้: 371
  • สล่าเชิงดอย
ในวงเหล้าก็มีเรื่องดี ๆ ด้วยวุ๊ยส์
อันนินทากาเลเหมือนเทแกลบ มันไม่แสบเหมือนเอาตูดไปขูดหิน

ออฟไลน์ คชไพร

  • คัดสรรค์มาแล้วทั้งนั้น
  • เทรนเนอร์
  • ***
  • กระทู้: 2656
เพิ่งมาอ่าน สาธุๆ ^thank1^